สุนทรพจน์เปิดการประชุม
การประชุมวิชาการระดับชาติเครือข่ายญี่ปุ่นศึกษาในประเทศไทย ครั้งที่ 1
(The 1st Annual Conference of Japanese Studies Network (JSN) – Thailand)
ท่านอธิการบดี
ท่านผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษาและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน
เนื่องด้วยท่านเอกอัครราชทูตโคบายาชิ มีงานนัดหมายไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงไม่สามารถมาร่วมงานในวันนี้ได้ ในฐานะผู้แทนของสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มีโอกาสมาร่วมพิธีเปิด “การประชุมวิชาการระดับชาติเครือข่ายญี่ปุ่นศึกษาในประเทศไทย ครั้งที่ 1” ณ ศูนย์ญี่ปุ่นศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนอกจากนี้ขอถือโอกาสแสดงความยินดีต่อ ดร. สมชาย ชคตระการ อดีตนักศึกษาทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ที่มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษาในปัจจุบันนี้ด้วย
ทุกท่านคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าปีนี้เป็นปีมหามงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุครบ 80 พรรษา นอกจากนี้ยังเป็นวาระครบรอบ 120 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น จึงถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการจัดการประชุมวิชาการระดับชาติเครือข่ายญี่ปุ่นศึกษาในประเทศไทย
ประวัติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นมีมาเป็นเวลาช้านานมากกว่า 600 ปี นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาได้มีการเจริญพระราชไมตรีระหว่างพระราชวงศ์ของอยุธยาและพระราชวงศ์ริวกิว (คือ โอกินาวาในปัจจุบัน) จนก้าวเข้าสู่ยุคความสัมพันธ์ทางการทูตสมัยใหม่ เมื่อได้มีการลงนามใน “ปฏิญญาว่าด้วยทางพระราชไมตรีและการค้าขายระหว่างสยามและญี่ปุ่น” ปี พ.ศ. 2430 ในรัชสมัยสมเด็จพระปิยมหาราช ผมไม่ได้มีเจตนาจะมาอธิบายประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของประเทศของเรา แต่ขอกล่าวจากใจจริงว่าในบรรดาประเทศทั้งหลายในเอเชียนั้น แทบจะไม่พบเลยว่ามีมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์ต่อกันและกันมายืนนานได้เช่นนี้
ทุกวันนี้คนญี่ปุ่นนิยมดื่มเหล้าขาว ซึ่งปริมาณการผลิตเหล้าขาวสูงกว่าเหล้าสาเกเสียอีก เหล้าขาวอาวาโมริที่ผลิตในโอกินาวามีชื่อเสียงเป็นที่นิยมกันโดยทั่วไป วิธีการผลิตได้รับการถ่ายทอดสืบต่อมาจากการผลิตในสมัยอยุธยา สิ่งสำคัญคือต้องใช้ข้าวเจ้าไทยเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตเท่านั้น หากใช้ข้าวญี่ปุ่นผลิตจะไม่ได้กลิ่นหอมตามสูตรดั้งเดิม ปัจจุบันนี้โรงงานเหล้าขาวในประเทศไทยได้ร่วมมือกับบริษัทญี่ปุ่นผลิตเหล้าขาวโดยใช้ข้าวเหนียวแทน มีรสชาติดีพอสมควร หวังว่าท่านคงจะมีโอกาสได้ลองดื่มดูบ้าง
พระราชไมตรีของพระราชวงศ์ทั้งสองประเทศ ได้ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ธำรงอยู่อย่างมั่นคง ในช่วงระยะเวลา 120 ปีนับตั้งแต่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต พระราชวงศ์ไทยและพระราชวงศ์ญี่ปุ่นได้เสด็จฯเยือนเป็นการกระชับพระราชไมตรีเสมอมา ในปี พ.ศ. 2506 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จฯ เยือนประเทศญี่ปุ่น และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ได้เสด็จฯ เยือนญี่ปุ่นในโอกาสการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่นเมื่อปีพ.ศ. 2530 ด้วย และเมื่อปีที่ผ่านมานี้ในมหามงคลวโรกาสงานฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น ได้เสด็จฯมาประเทศไทยเพื่อทรงร่วมงานพระราชพิธี นับเป็นวาระที่พิเศษยิ่งและไม่เคยปรากฏมาก่อน ในการที่สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งประเทศญี่ปุ่นจะเสด็จฯ เยือนประเทศใดเป็นครั้งที่สอง พระราชวงศ์ไทยและประชาชนชาวไทยทั้งปวง ได้รับเสด็จทั้งสองพระองค์อย่างสมพระเกียรติน่าปลื้มปิติยิ่งนัก นอกจากนี้แล้วสมาชิกพระราชวงศ์ของทั้งสองประเทศ ได้เสด็จฯ เยือนกันในพระราชภารกิจและวาระสำคัญๆ เสมอมา
อาจารย์ใหญ่ท่านแรกของโรงเรียนราชินี เป็นสุภาพสตรีชาวญี่ปุ่น ชื่อ ยาซุย เท็ทสึ (Yasui Tetsu) เป็นผู้ทุ่มเทให้กับการก่อตั้งโรงเรียนสตรีสมัยใหม่แห่งแรกของเมืองไทย และโดยเฉพาะการพัฒนาการศึกษาของสตรี นอกจากนี้แล้วนายมาซาโอะ โทคิชิ (Masao Tokichi) นักกฎหมายผู้มีชื่อเสียงและเคยเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีบทบาทอย่างมากในการร่างกฎหมายอาญาของประเทศไทย เช่นกัน
ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นให้ความเกื้อกูลต่อกันและกันในยามยากลำบากอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เป็นไมตรีจิตที่น่าประทับใจไม่ลืมเลือน ผู้อาวุโสในสังคมญี่ปุ่นยังคงกล่าวถึงข้าวไทย ซึ่งตนได้รับประทานเมื่อช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในขณะที่ญี่ปุ่นกำลังขาดแคลนอาหาร ต่อมาเมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โกเบ ปีพ.ศ. 2538 ประเทศไทยได้ส่งข้าวหลามและคณะแพทย์ไปร่วมช่วยเหลือ และเมื่อเกิดภัยพิบัติจากสึนามิขึ้นที่ภาคใต้ของไทย เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ประเทศญี่ปุ่น ได้ส่งคณะแพทย์ หน่วยกู้ภัยไปยังพื้นที่ประสบภัย รวมทั้งบริจาคเงินสมทบความช่วยเหลือด้วย
ถ้าจะให้กล่าวถึงประวัติการแลกเปลี่ยนระหว่างสองประเทศของเรา คงต้องใช้เวลาอีกนาน ผมขอเปลี่ยนเรื่องมากล่าวถึงความสัมพันธ์ด้านต่างๆในปัจจุบัน ดังสถิติต่อไปนี้
- ทุกๆปี นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย มากถึง: 1,200,000 คน
- การลงทุนจากญี่ปุ่น คิดเป็นมูลค่าร้อยละ 43.2 ของการลงทุนต่างประเทศทั้งหมดในไทย โดยมีจำนวนสมาชิกของหอการค้าญี่ปุ่น กรุงเทพฯ มากถึง 1,270 บริษัท และมีพนักงานคนไทย จำนวนเกือบ 6 แสนคน
- จากข้อมูลในปี พ.ศ. 2546 มีคนไทยเรียนภาษาญี่ปุ่นมากกว่า 5 หมื่นคน นับเป็นอันดับที่ 7 ของชาวต่างชาติทั่วโลก ที่เรียนภาษาญี่ปุ่น
- ในขณะที่จำนวนคนไทยที่ร่วมทดสอบวัดระดับความสามารถภาษาญี่ปุ่น จัดขึ้นโดยมูลนิธิญี่ปุ่น มีมากกว่า 1 หมื่นคน เป็นอันดับที่ 4 ในโลกแต่จัดอยู่ในอันดับที่ 1 ของประเทศที่ไม่ได้ใช้ตัวอักษรคันจิ ในภาษาประจำชาติ
- คนญี่ปุ่นที่เข้ามาพำนักในประเทศไทย และแจ้งรายงานไว้ที่สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น และสถานกงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่ มีจำนวนมากกว่า 4 หมื่นคน มากเป็นอันดับที่ 7 ในโลก และจัดเป็นอันดับที่ 4 ของเมืองใหญ่ที่มีคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่ (คือ New York, Los Angeles, Shanghai และ Bangkok)
- ในแต่ละปี มีจำนวนคนญี่ปุ่นที่ได้รับการดูแลพิเศษจากกงสุลญี่ปุ่นในเมืองไทย สูงกว่า 1,700 คน นับเป็นอันดับที่ 1 ในบรรดาสถานทูตญี่ปุ่นทั่วโลก ซึ่งสูงสุดต่อเนื่องกันมานานกว่า 14 ปีแล้ว
เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมานี้ ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ และคณะได้เดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่น ท่านนายกฯ สุรยุทธ์ และท่านนายกฯ อาเบะ ได้ร่วมลงนาม “ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ” (Japan – Thailand Economic Partnership Agreement : JTEPA) ซึ่งก่อนที่ความตกลงฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ ต้องผ่านขั้นตอนและกระบวนการภายในแต่ละประเทศ โดยความตกลง JTEPA มูลค่าของสินค้าเข้าและสินค้าออกระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ประมาณมากกว่าร้อยละ 90 จะปลอดภาษี จะมีการเติบโตทางด้านการค้าและการลงทุน ทำให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การลงทุนของทั้ง 2 ประเทศ ขยายตัวและแน่นแฟ้นมากขึ้นทีเดียว
ด้วยเหตุนี้ จะเห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น จะมีความใกล้ชิดยิ่งขึ้นและเพิ่มพูนความหมายมากกว่าแต่ก่อน ดังนั้น ญี่ปุ่นศึกษาในประเทศไทยจะทวีความสำคัญนำไปสู่การพัฒนาความเข้าใจอันดี ก่อให้เกิดความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในด้านต่างๆสืบเนื่องไป ผมหวังว่า การจัดการประชุมวิชาการระดับชาติเครือข่ายญี่ปุ่นศึกษาในประเทศไทย ครั้งที่ 1 นี้ จะเป็นเสมือนเวทีของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดเผยชัดเจน ของนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาญี่ปุ่นศึกษา เพื่อก่อให้เกิดผลงานที่ทรงคุณค่าในการศึกษาเกี่ยวกับญี่ปุ่นโดยสมบูรณ์แบบสืบไป
สุดท้ายนี้ ขอแสดงความยินดีและขอบคุณอีกครั้ง ต่อทุกท่านผู้เกี่ยวข้องและมีส่วนร่วมในการจัดการประชุมวิชาการระดับชาติเครือข่ายญี่ปุ่นศึกษาในประเทศไทย ในครั้งนี้ และขอให้ประสบความสำเร็จ บรรลุเป้าหมายตามที่ได้กำหนดไว้ทุกประการ

