ความสัมพันธ์ไทยญี่ปุ่น 120 ปี
บทนำ
ประเทศไทย หรือชื่อเดิมว่า "สยาม" เป็นประเทศหนึ่งในไม่กี่ประเทศในเอเชีย ที่สามารถรักษาเอกราชของตนเอาไว้ได้อย่างมั่นคงมาตั้งแต่สมัยโบราณ
มีเอกสารยืนยันได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย สามารถนับย้อนกลับได้ยาวไกลถึง 600 ปี ปัจจุบันเมื่อกล่าวถึงความสัมพันธ์กับประเทศไทย ชาวญี่ปุ่นมักจะได้รับฟังว่า ระหว่างปีค.ศ.1609-1630 (พ.ศ. 2152 -2173) ซึ่งตรงกับสมัยเคโชถึงสมัยคังเอ ทั้งสองประเทศมีการติดต่อกัน มีการส่งเรือ "โกะชูอิน" เดินทางมาประเทศไทย เรื่องหมู่บ้านชาวญี่ปุ่นที่อยุธยา ซึ่งเป็นเมืองหลวงในขณะนั้น ตลอดจนเรื่องเกี่ยวกับบทบาทของชาวญี่ปุ่นในสมัยนั้น เช่น อะคุอุอิ สึมิฮิโร, ชิโรอิ คิวเอมอน และยามาดะ นางามาสะ สันนิษฐานว่าในสมัยดังกล่าว มีชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่ในเมืองไทยมากที่สุดถึงเกือบ 3,000 คน นอกจากการติดต่อแลกเปลี่ยนกันและกันในระดับประชาชนต่อประชาชนแล้ว ยังมีการแลกเปลี่ยนเครื่องบรรณาการและสาส์นระหว่างรัฐบาลโชกุนแห่งตระกูล "โตกุกาวะ" กับพระมหากษัตริย์แห่งอยุธยา แต่ไม่ได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ จากการปิดประเทศในสมัยโชกุนอิเยะมิตสึ ทำให้การติดต่อกับต่างประเทศรวมถึงการติดต่อกับประเทศไทยได้หยุดชะงักลง แต่มีหลักฐานบันทึกไว้ว่า มีเรือสินค้าจากสยามเข้าเทียบท่าที่นางาซากิจนถึงปี ค.ศ.1756 (พ.ศ. 2299 ตรงกับปี โฮเรขิที่ 6)
ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยได้เริ่มสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ และมีการติดต่อแลกเปลี่ยนทางการทูต เมื่อ 120 ปีมาแล้ว หลังจากที่ได้มีการลงนามในปฏิญญาทางพระราชไมตรีระหว่างญี่ปุ่นและไทย
การเริ่มความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ : "ปฏิญญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์ ระหว่างญี่ปุ่นและไทย"
การแข่งขันกันล่าอาณานิคมของชาติมหาอำนาจตะวันตก ทำให้ประเทศเอกราชหลาย ๆ ประเทศในเอเชีย ต้องตกเป็นเมืองขึ้น ประเทศไทยสามารถดำรงความเป็นเอกราชตลอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ธนบุรี จนเข้าสู่สมัยรัตนโกสินทร์ในปี ค.ศ.1782 (พ.ศ. 2325) ในปี ค.ศ.1868 (พ.ศ. 2411) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 5) เสด็จขึ้นครองราชย์ ตลอดระยะเวลา 43 ปีแห่งรัชสมัยของพระองค์ ทรงดำเนินวิเทโศบายอย่างชาญฉลาด นำประเทศไทยให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของจักรวรรดินิยมตะวันตก ที่ได้ล่าประเทศรายล้อมไทยจนตกเป็นเมืองขึ้น อีกทั้งทรงประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้า สามารถรักษาเอกราชของแผ่นดินไว้ได้ ถ้าเราจะถือว่าการปฏิรูปเมจิเป็นจุดเริ่มต้นในการนำประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคใหม่แล้ว ก็คงจะกล่าวได้เช่นกันว่า รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เสด็จขึ้นครองราชย์ในปีเดียวกันกับสมเด็จจักรพรรดิเมจิ แต่ทรงมีพระชนมายุน้อยกว่าสมเด็จจักรพรรดิเมจิเพียงหนึ่งพรรษา เป็นการเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่ของประเทศไทย
ในยุคนี้เอง ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นได้กลับมามีการติดต่อแลกเปลี่ยนกันใหม่อีกครั้ง ได้มีการลงนามในปฏิญญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์ระหว่างญี่ปุ่นและไทย ในวันที่ 26 เดือนกันยายน ปีค.ศ. 1887 (พ.ศ. 2430 ตรงกับปีเมจิที่ 20) นับเป็นเวลา 120 ปีก่อน เป็นการเริ่มความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอย่างเป็นทางการ ปฏิญญาฉบับนี้มีเนื้อหากระทัดรัดครอบคลุมว่า ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยจะสถาปนาสัมพันธภาพต่อกัน ส่งเสริมการค้าและการเดินเรือ และจะกำหนดรายละเอียดในสนธิสัญญา ที่จะจัดทำขึ้นในอนาคต ถือเป็นสัญญาฉบับแรกที่รัฐบาลญี่ปุ่นในสมัยเมจิ ได้ทำกับประเทศในเอเชียอาคเนย์ ปฏิญญาฉบับนี้ มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในปีต่อมาคือ ค.ศ.1888 (พ.ศ.2431) หลังจากได้มีการแลกเปลี่ยนสัตยาบันกันและกัน แต่กว่าที่อินางาขิ มันจิโร อัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยคนแรกจะเดินทางไปรับตำแหน่งเมืองไทย และพลตรี พระยาฤทธิรงค์รณเฉท อัครราชทูตไทยประจำญี่ปุ่นคนแรก จะเดินทางไปรับตำแหน่งที่ญี่ปุ่น ก็เป็นเวลา 10 ปีหลังจากมีการลงนามในปฏิญญา คือ ปี ค.ศ.1897 (พ.ศ. 2440 ปีเมจิที่ 30)
![]() ทิวทัศน์กรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่5 มองจากวัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา | |
การทำสนธิสัญญาไมตรีด้านการพาณิชย์และการเดินเรือระหว่างญี่ปุ่นและไทย
หลังจากมาประจำที่ประเทศไทยแล้ว อัครราชทูต อินางาขิ ได้ดำเนินการเจรจาเพื่อทำสนธิสัญญาทางด้านการพาณิชย์และการเดินเรือ จนบรรลุผลและสามารถลงนามใน "สนธิสัญญาไมตรีด้านการพาณิชย์และการเดินเรือระหว่างญี่ปุ่นและไทย"ได้ ในวันที่ 25 เดือนกุมภาพันธ์ ปีค.ศ. 1898 (พ.ศ. 2441 ปีเมจิที่ 31) กล่าวกันว่าสนธิสัญญาฉบับนี้ ร่างขึ้นโดยอาศัยสนธิสัญญาระหว่างไทยและอังกฤษ ที่ลงนามในปีค.ศ.1855 (พ.ศ. 2398) เป็นต้นแบบ
ปัญหาที่ประสบในการเจรจาระหว่างสองประเทศคือ ปัญหาเกี่ยวกับสิทธิทางการศาล อนึ่ง ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคกับประเทศตะวันตกในการ ยกเลิกการให้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตได้ ในปีค.ศ.1894 (พ.ศ.2437 ปีเมจิที่ 27) และมีผลบังคับใช้จริง 5 ปีหลังจากนั้น คือในปีค.ศ. 1899 (พ.ศ. 2442 ปีเมจิที่ 32) ประเทศไทยก็ประสบปัญหาสำคัญทางการทูต ในการขอยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตกับประเทศคู่สัญญา เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นเคยประสบมา
ไทยต้องการให้ยกเลิกการให้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตทางการศาลแก่ญี่ปุ่น เพื่อเป็นช่องทางในการขอแก้ไขสนธิสัญญากับประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นไม่ได้มีความต้องการที่จะรักษาสิทธินี้ไว้ตลอดกาล เพียงแต่ในขณะนั้นไทยยังไม่มีระบบการศาลที่เป็นสากล จึงมีความเห็นว่า จำเป็นจะต้องรักษาสิทธินี้ไว้จนกว่าไทยจะจัดระบบการศาลได้เรียบร้อยเสียก่อน ในที่สุด ได้บรรลุข้อตกลงคือทำสัญญาในรูปแบบเดียวกับสนธิสัญญาที่ประเทศอื่นๆ ทำกับประเทศเกาหลี ด้วยการบันทึกในพิธีสารเกี่ยวกับเรื่องสิทธิทางการศาลว่า จะรักษาสิทธิทางการศาลไว้จนกว่าไทยจะจัดทำและบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา และประมวลกฎหมายวิธีการพิจารณาความอาญาเป็นเวลาและดำเนินไป 1 ปี
ปลายศตวรรษที่ 19 ประเทศไทยได้ทำสนธิสัญญาไมตรี ด้านการพาณิชย์และการเดินเรือ กับประเทศตะวันตก เช่น ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส รวมทั้งประเทศญี่ปุ่นด้วย รวม 15 ประเทศ สัญญาทุกฉบับเป็นสัญญาที่ไม่เสมอภาค ไทยต้องรับรองสิทธิสภาพนอกอาณาเขต และถูกจำกัดสิทธิในการจัดเก็บภาษีศุลกากร
![]() อินางาขิ มันจิโร (Inagaki Manjiro) อัครทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยคนแรก มาประจำประเทศไทยเมื่อปีค.ศ.1897 (พ.ศ.2440 ปีเมจิที่ 30) |
![]() พระยาฤทธิรงค์รณเฉท อัครทูตไทยประจำญี่ปุ่นคนแรก รับตำแหน่งเมื่อปีค.ศ.1897 (พ.ศ.2440 ปีเมจิที่30) |
![]() ปี ค.ศ.1907 (พ.ศ.2450 ปีเมจิที่ 40) ยาซึอิ เทตสึ (Yasui Tetsu) (กลาง) ว่าจ้างโดยรัฐบาลไทยให้ฝึกสอนสตรีถ่ายภาพพร้อมกับผู้ช่วย นาคาจิมะ โทมิโกะ (Nakajima Tomiko) (ซ้าย) และโคโนะ คิโยโกะ (Kono Kiyoko) (ขวา) |
ประเทศไทยตระหนักว่า การจะแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคนั้น ต้องพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า จัดทำประมวลกฎหมายให้เป็นระเบียบ และปรับปรุงระบบต่างๆในประเทศตามแบบสากล จึงได้เชิญผู้เชี่ยวชาญทั้งจากยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่นมาเป็นที่ปรึกษา และในเวลาเดียวกันก็ได้ส่งนักศึกษาไปเรียนต่างประเทศ ในปีค.ศ.1907(พ.ศ. 2450 ปีเมจิ40) กล่าวกันว่าจำนวนชาวต่างประเทศที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และบุคคลภายใต้การคุ้มครองของกงสุลต่างประเทศ มียอดรวมสูงถึง 24,665 คน และโดยการจ่ายเงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คนเหล่านี้สามารถลงทะเบียนเป็นบุคคลภายใต้การคุ้มครองได้ เพื่อที่จะไม่ต้องอยู่ใต้ข้อบังคับกฎหมายไทย และสามารถรอดพ้นจากการจับกุมของทางการไทย จึงมีบางคนได้สร้างความวุ่นวายก่อกวนความสงบสุขของประเทศไทย
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขต จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยปรารถนาจะจัดการให้ลุล่วงไปโดยเร็ว ไทยจำต้องยกภาคตะวันตกของกัมพูชาให้แก่ฝรั่งเศสตามสนธิสัญญาที่ได้ทำกับฝรั่งเศส ในเดือนมีนาคม ปีค.ศ.1907 (พ.ศ. 2450 ปีเมจิที่ 40) และในเดือนมีนาคม ปีค.ศ.1909 (พ.ศ. 2452 ปีเมจิที่ 42 ) ไทยได้ยก 4 หัวเมืองรวมทั้ง เคดาห์ ซึ่งในปัจจุบันอยู่ในมาเลเซียให้แก่อังกฤษ ตามสนธิสัญญาที่ทำกับอังกฤษ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการแก้ไขสัญญา ไทยสามารถทำสนธิสัญญาที่เสมอภาค โดยไม่มีเงื่อนไขในเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขต กับประเทศเดนมาร์กได้เป็นฉบับแรก ในปีค.ศ.1913 (พ.ศ.2456 ปีไทโชที่ 2 ) และสนธิสัญญาระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกา ที่ทำในปีค.ศ.1920 (พ.ศ. 2463 ปีไทโชที่ 9) นั้น สหรัฐอเมริกายอมรับสิทธิของไทยในการจัดเก็บภาษีศุลกากร โดยไม่มีเงื่อนไขแลกเปลี่ยน ดังนั้นจึงเป็นสัญญาที่เสมอภาคกว่าสนธิสัญญา ที่ทำกับประเทศฝรั่งเศส และอังกฤษมาก
ในส่วนของญี่ปุ่น มาซาโอะ โทคิชิ อดีตที่ปรึกษากฎหมายให้แก่ประเทศไทย อัครราชทูตญี่ปุ่นที่มารับตำแหน่งในปีค.ศ. 1921 (พ.ศ. 2464 ปีไทโชที่ 10 ) ได้เจรจาเพื่อการแก้ไขสนธิสัญญา แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า มาซาโอะ โทคิชิ ได้เสียชีวิตที่กรุงเทพฯ การเจรจาจึงได้หยุดชะงัก ในที่สุด ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นลงนามในสนธิสัญญาฉบับใหม่ กล่าวคือ สนธิสัญญาว่าด้วยการพาณิชย์และการเดินเรือระหว่างญี่ปุ่นและไทยฉบับปี ค.ศ.1924 (พ.ศ.2467) ได้ทำขึ้นเมื่อวันที่ 10 เดือนมีนาคม ค.ศ.1924 (พ.ศ.2467 ปีไทโชที่ 13) โดยประเทศไทยยินยอมข้อตกลงต่าง ๆ เช่น การอนุมัติให้ชาวญี่ปุ่นถือสิทธิในการถือครองกรรมสิท ธิ์ที่ดินดังที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญาระหว่างไทยและอังกฤษ และสนธิสัญญาระหว่างไทยและฝรั่งเศส
![]() มาซาโอะ โทคิชิ ที่ปรึกษากฎหมายรัฐบาลไทย ถ่ายภาพพร้อมภรรยา (ซ้ายมือแถวหลัง และคนกลางในแถวกลาง) และนักเรียนจากประเทศไทยรุ่นแรกคือ นักเรียนชาย 4 คนในแถวหน้า และนักเรียนหญิงในแถวกลาง ถ่ายปี ค.ศ.1904 (พ.ศ.2447 ปีเมจิที่ 37) |
![]() มาซาโอะ โทคิชิ (Masao Tokichi) (คนกลางในภาพ) ได้รับเชิญจากรัฐบาลไทย ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากระทรวงยุติธรรม ตำแหน่งเทียบเท่ารัฐมนตรี ถ่ายภาพร่วมกับรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ(ขวามือแถวหน้า) และกงสุลมิคูมะ (Mikuma) หน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในเดือนมีนาคม ค.ศ.1921 (พ.ศ.2464 ปีไทโชที่ 10) ถ่ายขณะดำรงตำแหน่งอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย |
ประเทศไทยได้ดำเนินการเจรจากับต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกเลิกเงื่อนไขในเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขต และได้ประสบความสำเร็จในการให้ 9 ประเทศยินยอมแก้ไขสัญญายกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตทางการศาล และให้ไทยมีอำนาจในการกำหนดภาษีศุลกากรได้ ในปีค.ศ.1925 และ1926 (พ.ศ. 2463 และ 2464) แต่ยังคงความไม่เสมอภาคในบางส่วน
ในปีค.ศ.1932 (พ.ศ. 2485 ปีโชวะที่ 7 ) ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยกลุ่มนายทหาร และข้าราชการ ภายใต้การนำของพันตรีหลวงพิบูลสงคราม (ยศในขณะนั้น ภายหลังได้รับยศจอมพล และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี), นายปรีดี พนมยงค์ ข้าราชการกระทรวงยุติธรรม (ภายหลังดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการและตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ หลังจากการเปลี่ยนแปลง 3 ปี รัฐบาลใหม่ได้ประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับที่ 5 และ 6 และประกาศใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีแพ่ง และธรรมนูญศาลสถิตยุติธรรม เพื่อเป็นการปรับปรุงระบบกฎหมายให้เป็นสากล นายปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในขณะนั้น จึงได้เจรจากับต่างชาติเพื่อขอทำสัญญาที่เสมอภาคแบบสมบูรณ์แบบในลักษณะต่างตอบแทน และในปีค.ศ.1937 (พ.ศ. 2480 ปีโชวะที่ 12) ก็ได้ประสบความสำเร็จในการทำสนธิสัญญาใหม่ กับประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ รวม 17 ประเทศ
ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นลงนามสนธิใหม่ในวันที่ 8 เดือนธันวาคม ค.ศ. 1937 (พ.ศ. 2480) ในนามสนธิสัญญาไมตรีด้านการพาณิชย์และการเดินเรือระหว่างญี่ปุ่นและไทย จากสนธิสัญญาฉบับใหม่ที่ไทยทำกับประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ รวม 17 ประเทศ ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีอธิปไตยสมบูรณ์แบบ ไทยสามารถรักษาอำนาจในด้านกฎหมายและสิทธิในการจัดเก็บภาษีศุลกากร แต่เมื่อเปรียบเทียบกับญี่ปุ่น ซึ่งเริ่มต้นเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาและสามารถแก้ไขได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็วกว่า นับได้ว่าไทยต้องใช้เวลาและสูญเสียมากมายเป็นการแลกเปลี่ยน จึงรู้สึกเห็นใจประเทศไทยในจุดนี้ในฐานะเป็นประเทศในเอเชียด้วยกัน
![]() นักศึกษาหญิงจากประเทศไทย 4 คนที่โตเกียว จากซ้าย หลี พิศ นวล และท่านผู้หญิงขจร ภรตราชา |
![]() อัครทูตยาตาเบะ ยาสึคิชิ (Yatabe Yasukichi) |
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมคณะผู้ตามเสด็จทรงฉายหน้าพระพุทธรูปไดบุตสึ ที่เมืองคามาคูระ |
![]() โอคาดะ โทขุ (Okada Toku) (กลาง) ขณะกำลังดูแลนักเรียนฝึกงานชาวไทยที่สถานีทดลองไหม |
![]() พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉายที่วัดโคโทขุอิน เมืองคามาคูระ พร้อมคณะ |
ภายใต้สถานการณ์แห่งสงครามระหว่างญี่ปุ่นและจีนในเอเชีย และการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ยุโรป ประเทศไทยมีนโยบายต่างประเทศที่จะไม่เข้าสู่สงคราม และพยายามรักษาเอกราชไว้ เพื่อสนองตอบนโยบายนี้ ประเทศไทยได้ทำสัญญาไม่รุกรานกันกับฝรั่งเศส และอังกฤษ ในวันที่ 12 เดือนมิถุนายน ปีค.ศ.1940 (พ.ศ. 2483 ปีโชวะที่15) และทำสนธิสัญญาว่าด้วยการจำเริญสัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับญี่ปุ่น แต่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเลวร้ายลงเรื่อยๆ เนื่องจากปัญหาเขตแดนทางด้านอินโดจีน จนในที่สุดเกิดการสู้รบกับกองทัพของอินโดจีน-ฝรั่งเศส ในปีถัดมา คือ ปี ค.ศ. 1941 (พ.ศ. 2484) ไทยและอาณานิคมอินโดจีนของฝรั่งเศส ได้บรรลุข้อตกลงในการสงบศึก ด้วยการไกล่เกลี่ยประนีประนอมของญี่ปุ่น และในเดือนกรกฎาคม ปีเดียวกันนี้ ญี่ปุ่นและไทยได้ยกฐานะสถานอัครราชทูตขึ้นเป็นสถานเอกอัครราชทูต
จากสาเหตุที่ญี่ปุ่นได้ยกกองทัพเข้าไปในตอนใต้ของอินโดจีนของฝรั่งเศส ทำให้บรรยากาศในทวีปเอเชียตึงเครียดขึ้น นำไปสู่สงครามภาคพื้นแปซิฟิกในที่สุด ประเทศไทย ถึงแม้จะประกาศนโยบายเป็นกลาง แต่ก็ได้ยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านเข้าไปในเขตแดนไทยได้ในวันที่ 8 เดือนธันวาคม ปีค.ศ.1941 (พ.ศ. 2484) ในวันที่ 21 เดือนเดียวกันประเทศไทยได้ลงนามใน "กติกาสัญญาร่วมรุกร่วมรบระหว่างญี่ปุ่นกับไทย" และในวันที่ 25 เดือนมกราคม ปีค.ศ.1942 (พ.ศ.2485) ก็ได้ประกาศสงครามกับอเมริกาและอังกฤษ และเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น ไทยได้ลงนามใน "ข้อตกลงเงินเยนพิเศษ และการใช้จ่ายเงินเยนพิเศษ" ให้ความช่วยเหลือในการจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่กองทัพญี่ปุ่น ยิ่งไปกว่านั้นได้ลงนามใน "ข้อตกลงด้านวัฒนธรรมญี่ปุ่นและไทย" ประเทศไทยได้ขยายความร่วมมือกับญี่ปุ่นทั้งในด้าน การทหาร เศรษฐกิจและวัฒนธรรม
แต่สิ่งที่ไทยปรารถนาอย่างแท้จริงคือ การรักษาความเป็นเอกราชของไทยไว้ ในการที่จะให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น ไทยต้องผ่านความยากลำบากมามากมาย ตัวอย่างหนึ่งก็คือ ในการประชุมมหาเอเซียบูรพา ซึ่งญี่ปุ่นเป็นผู้เสนอให้ประชุมที่โตเกียว ในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ.1943 (พ.ศ. 2486 ปีโชวะที่18) มีเพียงประเทศไทยเท่านั้น ที่ส่งบุคคลที่มิใช่นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุม คือพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร แต่เดิมทรงเป็นที่ปรึกษากระทรวงต่างประเทศ และเพิ่งได้รับเลื่อนตำแหน่งให้เป็นที่ปรึกษาคณะรัฐมนตรี หลังจากสงครามเกิดได้ไม่นาน ก็มีการจัดตั้งขบวนการ "เสรีไทย" โดยมี นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เป็นผู้นำ ขบวนการนี้ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ทางการทูตและนักศึกษา ที่ประจำและศึกษาอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ไทยดำเนินการทูตแบบสองด้านอันชาญฉลาด ในทางหนึ่งแสดงท่าทีให้ความร่วมมือกับญี่ปุ่น แต่ในขณะเดียวกัน ก็สร้างสายสัมพันธ์กับฝ่ายสัมพันธมิตรไว้ด้วย และสนับสนุนขบวนการใต้ดินที่ต่อต้านญี่ปุ่น
หลังสงครามภาคพื้นแปซิฟิก และการจัดการภายหลังสงคราม
เพื่อเป็นการสนองนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ตัดสินใจยอมรับประกาศปอร์ตสดัม นายยามาโมโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยในขณะนั้น ได้เข้าพบ นายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรี ใน วันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ.1945 (พ.ศ. 2488 ปีโชวะที่ 20) เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการเจรจาสงบศึกระหว่าง รัฐบาลญี่ปุ่นกับประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร ตามเงื่อนไขในกติกาสนธิสัญญาร่วมรุกร่วมรบระหว่างญี่ปุ่นและไทย มาตราที่ 4 ที่กำหนดไว้ว่าจะไม่เจรจาสงบศึกโดยลำพัง และในวันที่ 15 เดือนเดียวกันนั้น นายยามาโมโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ก็ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีของไทยอีกครั้งหนึ่ง เพื่อแจ้งว่าสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นได้ทรงประกาศพระราชโองการให้สงบศึก และพร้อมกันนี้ก็ได้ขอให้ฝ่ายไทยคิดหาหนทางดำเนินการเพื่อสันติภาพหลังสงครามตามแต่จะเห็นสมควรที่สุด
ดังนั้น ต่อมาในวันที่ 16 สิงหาคม รัฐบาลไทยจึงได้ประกาศให้การประกาศสงครามต่ออเมริกาและอังกฤษ ที่ได้ประกาศไปเมื่อวันที่ 25 มกราคม ปีค.ศ.1942 (พ.ศ. 2485 ปีโชวะที่ 17) นั้นป็นโมฆะ และในวันที่ 1 กันยายน รัฐบาลไทยได้สั่งให้สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นในประเทศไทย สถานกงสุลประจำกรุงเทพ และสถานกงสุลประจำสงขลา เชียงใหม่ พระตะบอง และภูเก็ต ปิดสถานที่ทำการ และยุติการดำเนินการทางทูต และพร้อมกันนี้ ได้แจ้งเรื่องการยกเลิก "สนธิสัญญา สัญญา ข้อตกลง" ต่างๆ ที่ทำขึ้นหลังสงครามเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 1941 (พ.ศ. 2484) ให้ฝ่ายญี่ปุ่นทราบ ต่อมาในวันที่ 24 กันยายน ได้แจ้งให้ทราบเรื่องการยกเลิก "สนธิสัญญาว่าด้วยการจำเริญสัมพันธไมตรีระหว่างญี่ปุ่นกับไทย" ที่ทำขึ้นในปี ค.ศ.1940 (พ.ศ.2483) รวมถึง "พิธีสารว่าด้วยหลักประกัน และความเข้าใจกันทางการเมือง" ที่ทำกับญี่ปุ่น ในการประชุมสงบศึกระหว่างไทยและฝรั่งเศสที่จัดขึ้นที่โตเกียวในปี 1941 (ไม่ได้มีการกล่าวถึง "สนธิสัญญาไมตรีทางการพาณิชย์และเดินเรือระหว่างญี่ปุ่นและไทย" ซึ่งได้ทำขึ้นในปี1937 (พ.ศ.2480) แต่ในความเป็นจริง หลังสงครามภาคพื้นแปซิฟิกเป็นต้นมา สนธิสัญญานี้ก็ไม่มีผลบังคับใช้ ดังนั้น เมื่อมีการรื้อฟื้นสัมพันธไมตรีระหว่างและญี่ปุ่นและไทย ในปี 1952 (พ.ศ.2495) จึงได้แลกเปลี่ยนบันทึกช่วยจำว่าด้วยการกำหนดให้สัญญาต่างๆนี้มีผลบังคับใช้ใหม่ ในปี ค.ศ.1972 (พ.ศ. 2515) รัฐบาลไทยได้แจ้งแก่ประเทศตะวันตกรวมทั้งญี่ปุ่น รวม 17 ประเทศ ถึงเรื่องการยกเลิกสัญญาว่าด้วยการพาณิชย์และการเดินเรือ และจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีการนำสัญญานี้กลับมาใช้ใหม่)
ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและไทยหลังสงคราม
ตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและไทย มีการขาดช่วงไป หลังจากสงครามภาคพื้นแปซิฟิกสิ้นสุดลง แต่ในปี1948 (พ.ศ.2491 ปีโชวะที่ 23) หลังจากที่ญี่ปุ่นได้รับอนุญาตจากกองบัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตร ให้เปิดทำการค้ากับต่างประเทศได้ในบางเขต รัฐบาลไทยได้ส่งคณะทูตเพื่อเจรจาการค้าไปญี่ปุ่น มีหลวงถวิล อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงเศรษฐกิจเป็นหัวหน้าคณะ ได้ทำข้อตกลงการค้ากับกองบัญชาการฝ่ายสัมพันธมิตร ให้เปิดทำการค้า โดยใช้ระบบที่เปิดบัญชี "open account" โดยกำหนดเป้าหมายเงินในการสั่งสินค้าเข้าและส่งสินค้าออก ประเภทละ30 ล้านดอลลาร์ ข้อตกลงนี้ โดยรูปแบบแล้ว เป็นข้อตกลงที่ทำระหว่างรัฐบาลไทยกับกองบัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตร และเป็นข้อตกลงระหว่างไทยและญี่ปุ่นฉบับแรกหลังจากสงครามสิ้นสุด สินค้านำเข้าจำนวนมากที่สุดของญี่ปุ่นในข้อตกลงฉบับนี้ คือ ข้าวไทยจำนวน 3 แสนตัน และสินค้าส่งออกจากญี่ปุ่นที่สำคัญ คือ ตู้โบกี้รถไฟ เส้นใย สินค้าเบ็ดเตล็ด เป็นต้น รัฐบาลไทยได้ส่ง นายสง่า นิลกำแหง อธิบดีกรมยุโรป มารับตำแหน่งทูตประจำในกองบัญชาการสัมพันธมิตรจนถึงเดือนตุลาคม ปี 1949 (พ.ศ.2492) โดยได้ตั้งสำนักงาน ณ ที่ทำการเดิมของสถานทูตไทยที่เมกูโระ
ตั้งแต่ปี1950 (พ.ศ.2493 ปีโชวะที่ 25)เป็นต้นมา กองบัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มอนุญาต ให้รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งสำนักงานขึ้นในเมืองสำคัญต่างๆของโลก ในเดือนมีนาคม ปี 1951 (พ.ศ.2494) ญี่ปุ่นได้เปิดสำนักงานขึ้นที่กรุงเทพฯ หลังจากเปิดที่นิวยอร์ค และซานฟรานซิสโก รัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่ง นายซูซูกิ โคอิจิและเจ้าหน้าที่อีก 3 นาย มาประจำ เป็นการเริ่มความสัมพันธ์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามยุติ
และในเดือนเมษายน ปี 1952 (พ.ศ.2495) ผลจากการประชุมเจรจากับประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรที่นครซานฟรานซิสโก ญี่ปุ่นได้รับเอกราชและอธิปไตยกลับคืน ดังนั้นรัฐบาลญี่ปุ่นและไทยจึงได้ฟื้นฟูสัมพันธภาพต่อกัน ได้ยกฐานะสำนักผู้แทนทางการทูตของไทยที่ประจำอยู่ที่กองบัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตรที่โตเกียว และสำนักงานรัฐบาลญี่ปุ่นที่ประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ ขึ้นเป็นสถานเอกอัครราชทูต นับว่าเป็นการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและไทยขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่หยุดชะงักไปตั้งแต่ปี 1945 (พ.ศ.2488) เป็นเวลานาน 7 ปี
พร้อมกับการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและไทยนั้น ชาวญี่ปุ่นที่เดินทางเข้ามาในเมืองไทยก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี มีตั้งแต่ผู้ทำกิจการที่เคยดำเนินการอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ก่อนสงคราม จนถึง ชาวญี่ปุ่นกลุ่มใหม่ที่ต้องการติดต่อการค้ากับไทย ในเดือนเมษายน ปีค.ศ.1953 (พ.ศ.2496 ปีโชวะที่ 28) มีการฟื้นฟูสมาคมญี่ปุ่นในไทยขึ้นมาใหม่ และในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน มีการลงนามในข้อตกลงทางการบิน และในเดือนเมษายน ปีค.ศ.1955 (พ.ศ.2498) มีการลงนามข้อตกลงทางวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ของสองประเทศทวีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น บุคคลสำคัญของทั้งสองประเทศได้มีการไปเยี่ยมเยือนซึ่งกันและกันอย่างเป็นทางการ ในเดือนเมษายนของปีเดียวกันนี้ จอมพลป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีไทยได้เดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่น และในเดือนมิถุนายน ปีค.ศ.1957 (พ.ศ.2500) นายคิซิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้เดินทางมาเยือนประเทศไทย
![]() จอมพลป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีไทย เยือนญี่ปุ่น และเข้าพบนายฮาโตยามะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น | ![]() ฮานาโกะ ช้างที่ไทยส่งไปให้ญี่ปุ่น |
ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยไม่มีปัญหาในเรื่องการจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม เหมือนอย่างประเทศ ในเอเชียอาคเนย์ประเทศอื่นๆ แต่สำหรับญี่ปุ่น ปัญหาใหญ่ที่สุดในเรื่องการจัดการหลังสงคราม ในส่วนที่ เกี่ยวข้องกับไทยคือ ปัญหาการจ่ายเงินที่กองทัพญี่ปุ่นกู้ยืมจากไทยในสมัยสงคราม
หลังจากการฟื้นฟูความสัมพันธ์และเปิดที่ทำการสถานทูตแล้ว ทั้งสองประเทศได้มีการเจรจาในเรื่องนี้ เป็นการภายใน ในเดือนเมษายน กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (พระองค์เจ้าวรรณไวทยา กร) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้เสด็จเยือนประเทศญี่ปุ่นและเจรจาอย่างเป็นทางการ ผลจากการเจรจา ได้ตีค่าเงินที่กองทัพญี่ปุ่นค้างชำระ จำนวน 1,500 ล้านเยน เป็นเงิน 15,000 ล้านเยน โดยคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินเยนและเงินบาท และอัตราเงินเฟ้อ โดยเงินจำนวน 5,400 ล้านเยน จะชำระรายปี เป็นเวลา 5 ปี เงินจำนวน 9,600 ล้านเยนที่เหลือ ได้ตกลงว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะให้ความร่วมมือในทางเศรษฐกิจ จึงได้มีการจัดทำ "ข้อตกลงว่าด้วยการระงับข้อปัญหาเงินเยนพิเศษ" แต่ในภายหลังฝ่ายไทยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการตีความคำว่า "ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ" ปัญหาเรื่องเงินจำนวน 9,600 ล้านเยน จึงยังคงเป็นปัญหาต่อมา (อนึ่งเงินชำระรายปี 5 ปีจำนวน 5,400 ล้านเยน ได้จ่ายเป็นเงินสดจนครบจำนวนในเดือนพฤษภาคม ปี 1959 (พ.ศ.2502))
ในเดือนพฤศจิกายน ปีค.ศ.1961 (พ.ศ.2504 ปีโชวะที่ 36) นายอิเคดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้เดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ และได้เจรจากับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี และได้เสนอว่า ญี่ปุ่นจะขอจ่ายเงินจำนวน 9,600 ล้านเยน ในเวลา 8 ปี ฝ่ายไทยเห็นชอบด้วย ปัญหานี้จึงได้ยุติลงและมีการลงนามใน "ข้อตกลงว่าด้วยการจัดการปัญหาเงินกู้ในสมัยสงคราม"
ในช่วงทศวรรษที่ 1960 ประเทศไทยเข้าสู่ยุคพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ ดังนั้นการที่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องเงินกู้ยืมในระหว่างสงครามได้นี้ จึงเป็นประโยชน์ต่อไทยเป็นอย่างมาก และนี่เป็นสาเหตุหนึ่งซึ่งมีผลทำให้กิจการหลายแห่งในญี่ปุ่นขยายธุรกิจมายังประเทศไทย
![]() พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร ขณะลงพระนามในข้อตกลงทางวัฒนธรรมญี่ปุ่นไทย | ![]() พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงฉายภาพร่วมกับสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จจักรพรรดินี เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนญี่ปุ่น |
ประเทศญี่ปุ่นได้เริ่มให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจแก่ประเทศไทย ผ่านความช่วยเหลือทางการเงินและเทคโนโลยี ญี่ปุ่นเริ่มความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีหลังจากการเข้าร่วมแผนการโคลัมโบในปี ค.ศ.1954 (พ.ศ.2497) ความช่วยเหลือทางการเงิน เริ่มจากการจัดการปัญหาเงินกู้ยืมในระหว่างสงคราม (เงินกู้เงินเยนพิเศษ) ตั้งแต่ปี ค.ศ.1955 (พ.ศ.2498) ที่กล่าวถึงในข้างต้น ในปัจจุบันญี่ปุ่นให้ความช่วยเหลือทั้งในรูปแบบการให้กู้ และความช่วยเหลือทางการเงินแบบให้เปล่า และความช่วยเหลือทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย

นายนากาโซเนะ ยาสึฮิโร (Nakasone Yasuhiro)
นายกรัฐมนตรี กำลังสนทนากับนิสิตนักศึกษาไทย
การติดต่อระหว่างพระราชวงศ์ของญี่ปุ่นและไทย และการแลกเปลี่ยนการเยี่ยมเยือนของผู้นำของทั้งสองประเทศ
ในเดือนพฤษภาคม ปีค.ศ.1963 (พ.ศ.2506 ปีโชวะที่ 38) หนึ่งปีหลังจากการแก้ไขปัญหาเงินกู้ยืมในสมัยสงครามได้สำเร็จลุล่วง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ทั้งพระราชวงศ์ของญี่ปุ่นและประชาชนชาวญี่ปุ่นได้ถวายการรับเสด็จอย่างอบอุ่น และในเดือนธันวาคม ปีค.ศ.1964 (พ.ศ.2507 ปีโชวะที่ 39) เจ้าชายอากิฮิโต มกุฎราชกุมาร พร้อมด้วยเจ้าหญิงมิชิโกะพระชายา ได้เสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เป็นการตอบแทน หลังจากนั้น พระราชวงศ์ของประเทศทั้งสองได้แลกเปลี่ยนการเยี่ยมเยือนระหว่างกันเป็นการกระชับพระราชไมตรีระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ยิ่งกว่านั้น ในปัจจุบัน นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ ก็มีการแลกเปลี่ยนการเยี่ยมเยือนกันและกัน การเยือนของผู้นำก่อให้เกิดผลดียิ่งต่อสัมพันธภาพของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ การแลกเปลี่ยนการเยี่ยมเยือนของคณะทูตสันถวไมตรีของรัฐบาลและเอกชน ก็เพิ่มขึ้น เช่น คณะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ส่งผลให้ความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศแนบแน่นมากขึ้น อันจะก่อให้เกิดความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจต่อไป
| แหล่งข้อมูล : | หนังสือ "ญี่ปุ่นกับไทย" กันยายน 1987 |
| เรียบเรียงโดย กระทรวงการต่างประเทศ | |
| พิมพ์โดย Sekai no Ukoki Sya |















