หน้าแรก | ความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-ไทย > ความสัมพันธ์ไทยญี่ปุ่น 120 ปี

ความสัมพันธ์ไทยญี่ปุ่น 120 ปี


บทนำ

ประเทศไทย หรือชื่อเดิมว่า "สยาม" เป็นประเทศหนึ่งในไม่กี่ประเทศในเอเชีย ที่สามารถรักษาเอกราชของตนเอาไว้ได้อย่างมั่นคงมาตั้งแต่สมัยโบราณ

มีเอกสารยืนยันได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย สามารถนับย้อนกลับได้ยาวไกลถึง 600 ปี ปัจจุบันเมื่อกล่าวถึงความสัมพันธ์กับประเทศไทย ชาวญี่ปุ่นมักจะได้รับฟังว่า ระหว่างปีค.ศ.1609-1630 (พ.ศ. 2152 -2173) ซึ่งตรงกับสมัยเคโชถึงสมัยคังเอ ทั้งสองประเทศมีการติดต่อกัน มีการส่งเรือ "โกะชูอิน" เดินทางมาประเทศไทย เรื่องหมู่บ้านชาวญี่ปุ่นที่อยุธยา ซึ่งเป็นเมืองหลวงในขณะนั้น ตลอดจนเรื่องเกี่ยวกับบทบาทของชาวญี่ปุ่นในสมัยนั้น เช่น อะคุอุอิ สึมิฮิโร, ชิโรอิ คิวเอมอน และยามาดะ นางามาสะ สันนิษฐานว่าในสมัยดังกล่าว มีชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่ในเมืองไทยมากที่สุดถึงเกือบ 3,000 คน นอกจากการติดต่อแลกเปลี่ยนกันและกันในระดับประชาชนต่อประชาชนแล้ว ยังมีการแลกเปลี่ยนเครื่องบรรณาการและสาส์นระหว่างรัฐบาลโชกุนแห่งตระกูล "โตกุกาวะ" กับพระมหากษัตริย์แห่งอยุธยา แต่ไม่ได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ จากการปิดประเทศในสมัยโชกุนอิเยะมิตสึ ทำให้การติดต่อกับต่างประเทศรวมถึงการติดต่อกับประเทศไทยได้หยุดชะงักลง แต่มีหลักฐานบันทึกไว้ว่า มีเรือสินค้าจากสยามเข้าเทียบท่าที่นางาซากิจนถึงปี ค.ศ.1756 (พ.ศ. 2299 ตรงกับปี โฮเรขิที่ 6)

ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยได้เริ่มสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ และมีการติดต่อแลกเปลี่ยนทางการทูต เมื่อ 120 ปีมาแล้ว หลังจากที่ได้มีการลงนามในปฏิญญาทางพระราชไมตรีระหว่างญี่ปุ่นและไทย

การเริ่มความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ : "ปฏิญญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์ ระหว่างญี่ปุ่นและไทย"

การแข่งขันกันล่าอาณานิคมของชาติมหาอำนาจตะวันตก ทำให้ประเทศเอกราชหลาย ๆ ประเทศในเอเชีย ต้องตกเป็นเมืองขึ้น ประเทศไทยสามารถดำรงความเป็นเอกราชตลอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ธนบุรี จนเข้าสู่สมัยรัตนโกสินทร์ในปี ค.ศ.1782 (พ.ศ. 2325) ในปี ค.ศ.1868 (พ.ศ. 2411) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 5) เสด็จขึ้นครองราชย์ ตลอดระยะเวลา 43 ปีแห่งรัชสมัยของพระองค์ ทรงดำเนินวิเทโศบายอย่างชาญฉลาด นำประเทศไทยให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของจักรวรรดินิยมตะวันตก ที่ได้ล่าประเทศรายล้อมไทยจนตกเป็นเมืองขึ้น อีกทั้งทรงประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้า สามารถรักษาเอกราชของแผ่นดินไว้ได้ ถ้าเราจะถือว่าการปฏิรูปเมจิเป็นจุดเริ่มต้นในการนำประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคใหม่แล้ว ก็คงจะกล่าวได้เช่นกันว่า รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เสด็จขึ้นครองราชย์ในปีเดียวกันกับสมเด็จจักรพรรดิเมจิ แต่ทรงมีพระชนมายุน้อยกว่าสมเด็จจักรพรรดิเมจิเพียงหนึ่งพรรษา เป็นการเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่ของประเทศไทย

ในยุคนี้เอง ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นได้กลับมามีการติดต่อแลกเปลี่ยนกันใหม่อีกครั้ง ได้มีการลงนามในปฏิญญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์ระหว่างญี่ปุ่นและไทย ในวันที่ 26 เดือนกันยายน ปีค.ศ. 1887 (พ.ศ. 2430 ตรงกับปีเมจิที่ 20) นับเป็นเวลา 120 ปีก่อน เป็นการเริ่มความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอย่างเป็นทางการ ปฏิญญาฉบับนี้มีเนื้อหากระทัดรัดครอบคลุมว่า ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยจะสถาปนาสัมพันธภาพต่อกัน ส่งเสริมการค้าและการเดินเรือ และจะกำหนดรายละเอียดในสนธิสัญญา ที่จะจัดทำขึ้นในอนาคต ถือเป็นสัญญาฉบับแรกที่รัฐบาลญี่ปุ่นในสมัยเมจิ ได้ทำกับประเทศในเอเชียอาคเนย์ ปฏิญญาฉบับนี้ มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในปีต่อมาคือ ค.ศ.1888 (พ.ศ.2431) หลังจากได้มีการแลกเปลี่ยนสัตยาบันกันและกัน แต่กว่าที่อินางาขิ มันจิโร อัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยคนแรกจะเดินทางไปรับตำแหน่งเมืองไทย และพลตรี พระยาฤทธิรงค์รณเฉท อัครราชทูตไทยประจำญี่ปุ่นคนแรก จะเดินทางไปรับตำแหน่งที่ญี่ปุ่น ก็เป็นเวลา 10 ปีหลังจากมีการลงนามในปฏิญญา คือ ปี ค.ศ.1897 (พ.ศ. 2440 ปีเมจิที่ 30)
ทิวทัศน์กรุงเทพฯ ในรัชกาลที่5
ทิวทัศน์กรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่5 มองจากวัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

งานเลี้ยงถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โรงแรมฟูจิยะเมืองฮาโกเน่
งานเลี้ยงถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่โรงแรมฟูจิยะ เมืองฮาโกเน่ จังหวัดคานางะวะ

การทำสนธิสัญญาไมตรีด้านการพาณิชย์และการเดินเรือระหว่างญี่ปุ่นและไทย

หลังจากมาประจำที่ประเทศไทยแล้ว อัครราชทูต อินางาขิ ได้ดำเนินการเจรจาเพื่อทำสนธิสัญญาทางด้านการพาณิชย์และการเดินเรือ จนบรรลุผลและสามารถลงนามใน "สนธิสัญญาไมตรีด้านการพาณิชย์และการเดินเรือระหว่างญี่ปุ่นและไทย"ได้ ในวันที่ 25 เดือนกุมภาพันธ์ ปีค.ศ. 1898 (พ.ศ. 2441 ปีเมจิที่ 31) กล่าวกันว่าสนธิสัญญาฉบับนี้ ร่างขึ้นโดยอาศัยสนธิสัญญาระหว่างไทยและอังกฤษ ที่ลงนามในปีค.ศ.1855 (พ.ศ. 2398) เป็นต้นแบบ

ปัญหาที่ประสบในการเจรจาระหว่างสองประเทศคือ ปัญหาเกี่ยวกับสิทธิทางการศาล อนึ่ง ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคกับประเทศตะวันตกในการ ยกเลิกการให้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตได้ ในปีค.ศ.1894 (พ.ศ.2437 ปีเมจิที่ 27) และมีผลบังคับใช้จริง 5 ปีหลังจากนั้น คือในปีค.ศ. 1899 (พ.ศ. 2442 ปีเมจิที่ 32) ประเทศไทยก็ประสบปัญหาสำคัญทางการทูต ในการขอยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตกับประเทศคู่สัญญา เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นเคยประสบมา

ไทยต้องการให้ยกเลิกการให้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตทางการศาลแก่ญี่ปุ่น เพื่อเป็นช่องทางในการขอแก้ไขสนธิสัญญากับประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นไม่ได้มีความต้องการที่จะรักษาสิทธินี้ไว้ตลอดกาล เพียงแต่ในขณะนั้นไทยยังไม่มีระบบการศาลที่เป็นสากล จึงมีความเห็นว่า จำเป็นจะต้องรักษาสิทธินี้ไว้จนกว่าไทยจะจัดระบบการศาลได้เรียบร้อยเสียก่อน ในที่สุด ได้บรรลุข้อตกลงคือทำสัญญาในรูปแบบเดียวกับสนธิสัญญาที่ประเทศอื่นๆ ทำกับประเทศเกาหลี ด้วยการบันทึกในพิธีสารเกี่ยวกับเรื่องสิทธิทางการศาลว่า จะรักษาสิทธิทางการศาลไว้จนกว่าไทยจะจัดทำและบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา และประมวลกฎหมายวิธีการพิจารณาความอาญาเป็นเวลาและดำเนินไป 1 ปี

ปลายศตวรรษที่ 19 ประเทศไทยได้ทำสนธิสัญญาไมตรี ด้านการพาณิชย์และการเดินเรือ กับประเทศตะวันตก เช่น ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส รวมทั้งประเทศญี่ปุ่นด้วย รวม 15 ประเทศ สัญญาทุกฉบับเป็นสัญญาที่ไม่เสมอภาค ไทยต้องรับรองสิทธิสภาพนอกอาณาเขต และถูกจำกัดสิทธิในการจัดเก็บภาษีศุลกากร

อินางาขิ มันจิโร (Inagaki Manjiro) อัครทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยคนแรก มาประจำประเทศไทยเมื่อปีค.ศ.1897 (พ.ศ.2440 ปีเมจิที่ 30)

พระยาฤทธิรงค์รณเฉท อัครทูตไทยประจำญี่ปุ่นคนแรก รับตำแหน่งเมื่อปีค.ศ.1897 (พ.ศ.2440 ปีเมจิที่30)

ปี ค.ศ.1907 (พ.ศ.2450 ปีเมจิที่ 40) ยาซึอิ เทตสึ (Yasui Tetsu) (กลาง) ว่าจ้างโดยรัฐบาลไทยให้ฝึกสอนสตรีถ่ายภาพพร้อมกับผู้ช่วย นาคาจิมะ โทมิโกะ (Nakajima Tomiko) (ซ้าย) และโคโนะ คิโยโกะ (Kono Kiyoko) (ขวา)
ความยากลำบากในการแก้ไขสนธิสัญญาไมตรี การพาณิชย์และการเดินเรือ

ประเทศไทยตระหนักว่า การจะแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคนั้น ต้องพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า จัดทำประมวลกฎหมายให้เป็นระเบียบ และปรับปรุงระบบต่างๆในประเทศตามแบบสากล จึงได้เชิญผู้เชี่ยวชาญทั้งจากยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่นมาเป็นที่ปรึกษา และในเวลาเดียวกันก็ได้ส่งนักศึกษาไปเรียนต่างประเทศ ในปีค.ศ.1907(พ.ศ. 2450 ปีเมจิ40) กล่าวกันว่าจำนวนชาวต่างประเทศที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และบุคคลภายใต้การคุ้มครองของกงสุลต่างประเทศ มียอดรวมสูงถึง 24,665 คน และโดยการจ่ายเงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คนเหล่านี้สามารถลงทะเบียนเป็นบุคคลภายใต้การคุ้มครองได้ เพื่อที่จะไม่ต้องอยู่ใต้ข้อบังคับกฎหมายไทย และสามารถรอดพ้นจากการจับกุมของทางการไทย จึงมีบางคนได้สร้างความวุ่นวายก่อกวนความสงบสุขของประเทศไทย

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขต จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยปรารถนาจะจัดการให้ลุล่วงไปโดยเร็ว ไทยจำต้องยกภาคตะวันตกของกัมพูชาให้แก่ฝรั่งเศสตามสนธิสัญญาที่ได้ทำกับฝรั่งเศส ในเดือนมีนาคม ปีค.ศ.1907 (พ.ศ. 2450 ปีเมจิที่ 40) และในเดือนมีนาคม ปีค.ศ.1909 (พ.ศ. 2452 ปีเมจิที่ 42 ) ไทยได้ยก 4 หัวเมืองรวมทั้ง เคดาห์ ซึ่งในปัจจุบันอยู่ในมาเลเซียให้แก่อังกฤษ ตามสนธิสัญญาที่ทำกับอังกฤษ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการแก้ไขสัญญา ไทยสามารถทำสนธิสัญญาที่เสมอภาค โดยไม่มีเงื่อนไขในเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขต กับประเทศเดนมาร์กได้เป็นฉบับแรก ในปีค.ศ.1913 (พ.ศ.2456 ปีไทโชที่ 2 ) และสนธิสัญญาระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกา ที่ทำในปีค.ศ.1920 (พ.ศ. 2463 ปีไทโชที่ 9) นั้น สหรัฐอเมริกายอมรับสิทธิของไทยในการจัดเก็บภาษีศุลกากร โดยไม่มีเงื่อนไขแลกเปลี่ยน ดังนั้นจึงเป็นสัญญาที่เสมอภาคกว่าสนธิสัญญา ที่ทำกับประเทศฝรั่งเศส และอังกฤษมาก

ในส่วนของญี่ปุ่น มาซาโอะ โทคิชิ อดีตที่ปรึกษากฎหมายให้แก่ประเทศไทย อัครราชทูตญี่ปุ่นที่มารับตำแหน่งในปีค.ศ. 1921 (พ.ศ. 2464 ปีไทโชที่ 10 ) ได้เจรจาเพื่อการแก้ไขสนธิสัญญา แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า มาซาโอะ โทคิชิ ได้เสียชีวิตที่กรุงเทพฯ การเจรจาจึงได้หยุดชะงัก ในที่สุด ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นลงนามในสนธิสัญญาฉบับใหม่ กล่าวคือ สนธิสัญญาว่าด้วยการพาณิชย์และการเดินเรือระหว่างญี่ปุ่นและไทยฉบับปี ค.ศ.1924 (พ.ศ.2467) ได้ทำขึ้นเมื่อวันที่ 10 เดือนมีนาคม ค.ศ.1924 (พ.ศ.2467 ปีไทโชที่ 13) โดยประเทศไทยยินยอมข้อตกลงต่าง ๆ เช่น การอนุมัติให้ชาวญี่ปุ่นถือสิทธิในการถือครองกรรมสิท ธิ์ที่ดินดังที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญาระหว่างไทยและอังกฤษ และสนธิสัญญาระหว่างไทยและฝรั่งเศส

มาซาโอะ โทคิชิ ที่ปรึกษากฎหมายรัฐบาลไทย ถ่ายภาพพร้อมภรรยา (ซ้ายมือแถวหลัง และคนกลางในแถวกลาง) และนักเรียนจากประเทศไทยรุ่นแรกคือ นักเรียนชาย 4 คนในแถวหน้า และนักเรียนหญิงในแถวกลาง ถ่ายปี ค.ศ.1904 (พ.ศ.2447 ปีเมจิที่ 37)

มาซาโอะ โทคิชิ (Masao Tokichi) (คนกลางในภาพ) ได้รับเชิญจากรัฐบาลไทย ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากระทรวงยุติธรรม ตำแหน่งเทียบเท่ารัฐมนตรี ถ่ายภาพร่วมกับรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ(ขวามือแถวหน้า) และกงสุลมิคูมะ (Mikuma) หน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในเดือนมีนาคม ค.ศ.1921 (พ.ศ.2464 ปีไทโชที่ 10) ถ่ายขณะดำรงตำแหน่งอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย
การก้าวสู่การเป็นประเทศอธิปไตยอย่างสมบูรณ์แบบ

ประเทศไทยได้ดำเนินการเจรจากับต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกเลิกเงื่อนไขในเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขต และได้ประสบความสำเร็จในการให้ 9 ประเทศยินยอมแก้ไขสัญญายกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตทางการศาล และให้ไทยมีอำนาจในการกำหนดภาษีศุลกากรได้ ในปีค.ศ.1925 และ1926 (พ.ศ. 2463 และ 2464) แต่ยังคงความไม่เสมอภาคในบางส่วน

ในปีค.ศ.1932 (พ.ศ. 2485 ปีโชวะที่ 7 ) ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยกลุ่มนายทหาร และข้าราชการ ภายใต้การนำของพันตรีหลวงพิบูลสงคราม (ยศในขณะนั้น ภายหลังได้รับยศจอมพล และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี), นายปรีดี พนมยงค์ ข้าราชการกระทรวงยุติธรรม (ภายหลังดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการและตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ หลังจากการเปลี่ยนแปลง 3 ปี รัฐบาลใหม่ได้ประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับที่ 5 และ 6 และประกาศใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีแพ่ง และธรรมนูญศาลสถิตยุติธรรม เพื่อเป็นการปรับปรุงระบบกฎหมายให้เป็นสากล นายปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในขณะนั้น จึงได้เจรจากับต่างชาติเพื่อขอทำสัญญาที่เสมอภาคแบบสมบูรณ์แบบในลักษณะต่างตอบแทน และในปีค.ศ.1937 (พ.ศ. 2480 ปีโชวะที่ 12) ก็ได้ประสบความสำเร็จในการทำสนธิสัญญาใหม่ กับประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ รวม 17 ประเทศ

ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นลงนามสนธิใหม่ในวันที่ 8 เดือนธันวาคม ค.ศ. 1937 (พ.ศ. 2480) ในนามสนธิสัญญาไมตรีด้านการพาณิชย์และการเดินเรือระหว่างญี่ปุ่นและไทย จากสนธิสัญญาฉบับใหม่ที่ไทยทำกับประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ รวม 17 ประเทศ ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีอธิปไตยสมบูรณ์แบบ ไทยสามารถรักษาอำนาจในด้านกฎหมายและสิทธิในการจัดเก็บภาษีศุลกากร แต่เมื่อเปรียบเทียบกับญี่ปุ่น ซึ่งเริ่มต้นเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาและสามารถแก้ไขได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็วกว่า นับได้ว่าไทยต้องใช้เวลาและสูญเสียมากมายเป็นการแลกเปลี่ยน จึงรู้สึกเห็นใจประเทศไทยในจุดนี้ในฐานะเป็นประเทศในเอเชียด้วยกัน

นักศึกษาหญิงจากประเทศไทย 4 คนที่โตเกียว จากซ้าย หลี พิศ นวล และท่านผู้หญิงขจร ภรตราชา

อัครทูตยาตาเบะ ยาสึคิชิ (Yatabe Yasukichi)

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมคณะผู้ตามเสด็จทรงฉายหน้าพระพุทธรูปไดบุตสึ ที่เมืองคามาคูระ

โอคาดะ โทขุ (Okada Toku) (กลาง) ขณะกำลังดูแลนักเรียนฝึกงานชาวไทยที่สถานีทดลองไหม


พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉายที่วัดโคโทขุอิน เมืองคามาคูระ พร้อมคณะ
สงครามภาคพื้นแปซิฟิกและความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและไทย

ภายใต้สถานการณ์แห่งสงครามระหว่างญี่ปุ่นและจีนในเอเชีย และการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ยุโรป ประเทศไทยมีนโยบายต่างประเทศที่จะไม่เข้าสู่สงคราม และพยายามรักษาเอกราชไว้ เพื่อสนองตอบนโยบายนี้ ประเทศไทยได้ทำสัญญาไม่รุกรานกันกับฝรั่งเศส และอังกฤษ ในวันที่ 12 เดือนมิถุนายน ปีค.ศ.1940 (พ.ศ. 2483 ปีโชวะที่15) และทำสนธิสัญญาว่าด้วยการจำเริญสัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับญี่ปุ่น แต่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเลวร้ายลงเรื่อยๆ เนื่องจากปัญหาเขตแดนทางด้านอินโดจีน จนในที่สุดเกิดการสู้รบกับกองทัพของอินโดจีน-ฝรั่งเศส ในปีถัดมา คือ ปี ค.ศ. 1941 (พ.ศ. 2484) ไทยและอาณานิคมอินโดจีนของฝรั่งเศส ได้บรรลุข้อตกลงในการสงบศึก ด้วยการไกล่เกลี่ยประนีประนอมของญี่ปุ่น และในเดือนกรกฎาคม ปีเดียวกันนี้ ญี่ปุ่นและไทยได้ยกฐานะสถานอัครราชทูตขึ้นเป็นสถานเอกอัครราชทูต

จากสาเหตุที่ญี่ปุ่นได้ยกกองทัพเข้าไปในตอนใต้ของอินโดจีนของฝรั่งเศส ทำให้บรรยากาศในทวีปเอเชียตึงเครียดขึ้น นำไปสู่สงครามภาคพื้นแปซิฟิกในที่สุด ประเทศไทย ถึงแม้จะประกาศนโยบายเป็นกลาง แต่ก็ได้ยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านเข้าไปในเขตแดนไทยได้ในวันที่ 8 เดือนธันวาคม ปีค.ศ.1941 (พ.ศ. 2484) ในวันที่ 21 เดือนเดียวกันประเทศไทยได้ลงนามใน "กติกาสัญญาร่วมรุกร่วมรบระหว่างญี่ปุ่นกับไทย" และในวันที่ 25 เดือนมกราคม ปีค.ศ.1942 (พ.ศ.2485) ก็ได้ประกาศสงครามกับอเมริกาและอังกฤษ และเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น ไทยได้ลงนามใน "ข้อตกลงเงินเยนพิเศษ และการใช้จ่ายเงินเยนพิเศษ" ให้ความช่วยเหลือในการจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่กองทัพญี่ปุ่น ยิ่งไปกว่านั้นได้ลงนามใน "ข้อตกลงด้านวัฒนธรรมญี่ปุ่นและไทย" ประเทศไทยได้ขยายความร่วมมือกับญี่ปุ่นทั้งในด้าน การทหาร เศรษฐกิจและวัฒนธรรม

แต่สิ่งที่ไทยปรารถนาอย่างแท้จริงคือ การรักษาความเป็นเอกราชของไทยไว้ ในการที่จะให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น ไทยต้องผ่านความยากลำบากมามากมาย ตัวอย่างหนึ่งก็คือ ในการประชุมมหาเอเซียบูรพา ซึ่งญี่ปุ่นเป็นผู้เสนอให้ประชุมที่โตเกียว ในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ.1943 (พ.ศ. 2486 ปีโชวะที่18) มีเพียงประเทศไทยเท่านั้น ที่ส่งบุคคลที่มิใช่นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุม คือพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร แต่เดิมทรงเป็นที่ปรึกษากระทรวงต่างประเทศ และเพิ่งได้รับเลื่อนตำแหน่งให้เป็นที่ปรึกษาคณะรัฐมนตรี หลังจากสงครามเกิดได้ไม่นาน ก็มีการจัดตั้งขบวนการ "เสรีไทย" โดยมี นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เป็นผู้นำ ขบวนการนี้ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ทางการทูตและนักศึกษา ที่ประจำและศึกษาอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ไทยดำเนินการทูตแบบสองด้านอันชาญฉลาด ในทางหนึ่งแสดงท่าทีให้ความร่วมมือกับญี่ปุ่น แต่ในขณะเดียวกัน ก็สร้างสายสัมพันธ์กับฝ่ายสัมพันธมิตรไว้ด้วย และสนับสนุนขบวนการใต้ดินที่ต่อต้านญี่ปุ่น

หลังสงครามภาคพื้นแปซิฟิก และการจัดการภายหลังสงคราม

เพื่อเป็นการสนองนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ตัดสินใจยอมรับประกาศปอร์ตสดัม นายยามาโมโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยในขณะนั้น ได้เข้าพบ นายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรี ใน วันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ.1945 (พ.ศ. 2488 ปีโชวะที่ 20) เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการเจรจาสงบศึกระหว่าง รัฐบาลญี่ปุ่นกับประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร ตามเงื่อนไขในกติกาสนธิสัญญาร่วมรุกร่วมรบระหว่างญี่ปุ่นและไทย มาตราที่ 4 ที่กำหนดไว้ว่าจะไม่เจรจาสงบศึกโดยลำพัง และในวันที่ 15 เดือนเดียวกันนั้น นายยามาโมโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ก็ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีของไทยอีกครั้งหนึ่ง เพื่อแจ้งว่าสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นได้ทรงประกาศพระราชโองการให้สงบศึก และพร้อมกันนี้ก็ได้ขอให้ฝ่ายไทยคิดหาหนทางดำเนินการเพื่อสันติภาพหลังสงครามตามแต่จะเห็นสมควรที่สุด

ดังนั้น ต่อมาในวันที่ 16 สิงหาคม รัฐบาลไทยจึงได้ประกาศให้การประกาศสงครามต่ออเมริกาและอังกฤษ ที่ได้ประกาศไปเมื่อวันที่ 25 มกราคม ปีค.ศ.1942 (พ.ศ. 2485 ปีโชวะที่ 17) นั้นป็นโมฆะ และในวันที่ 1 กันยายน รัฐบาลไทยได้สั่งให้สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นในประเทศไทย สถานกงสุลประจำกรุงเทพ และสถานกงสุลประจำสงขลา เชียงใหม่ พระตะบอง และภูเก็ต ปิดสถานที่ทำการ และยุติการดำเนินการทางทูต และพร้อมกันนี้ ได้แจ้งเรื่องการยกเลิก "สนธิสัญญา สัญญา ข้อตกลง" ต่างๆ ที่ทำขึ้นหลังสงครามเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 1941 (พ.ศ. 2484) ให้ฝ่ายญี่ปุ่นทราบ ต่อมาในวันที่ 24 กันยายน ได้แจ้งให้ทราบเรื่องการยกเลิก "สนธิสัญญาว่าด้วยการจำเริญสัมพันธไมตรีระหว่างญี่ปุ่นกับไทย" ที่ทำขึ้นในปี ค.ศ.1940 (พ.ศ.2483) รวมถึง "พิธีสารว่าด้วยหลักประกัน และความเข้าใจกันทางการเมือง" ที่ทำกับญี่ปุ่น ในการประชุมสงบศึกระหว่างไทยและฝรั่งเศสที่จัดขึ้นที่โตเกียวในปี 1941 (ไม่ได้มีการกล่าวถึง "สนธิสัญญาไมตรีทางการพาณิชย์และเดินเรือระหว่างญี่ปุ่นและไทย" ซึ่งได้ทำขึ้นในปี1937 (พ.ศ.2480) แต่ในความเป็นจริง หลังสงครามภาคพื้นแปซิฟิกเป็นต้นมา สนธิสัญญานี้ก็ไม่มีผลบังคับใช้ ดังนั้น เมื่อมีการรื้อฟื้นสัมพันธไมตรีระหว่างและญี่ปุ่นและไทย ในปี 1952 (พ.ศ.2495) จึงได้แลกเปลี่ยนบันทึกช่วยจำว่าด้วยการกำหนดให้สัญญาต่างๆนี้มีผลบังคับใช้ใหม่ ในปี ค.ศ.1972 (พ.ศ. 2515) รัฐบาลไทยได้แจ้งแก่ประเทศตะวันตกรวมทั้งญี่ปุ่น รวม 17 ประเทศ ถึงเรื่องการยกเลิกสัญญาว่าด้วยการพาณิชย์และการเดินเรือ และจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีการนำสัญญานี้กลับมาใช้ใหม่)

ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและไทยหลังสงคราม

ตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและไทย มีการขาดช่วงไป หลังจากสงครามภาคพื้นแปซิฟิกสิ้นสุดลง แต่ในปี1948 (พ.ศ.2491 ปีโชวะที่ 23) หลังจากที่ญี่ปุ่นได้รับอนุญาตจากกองบัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตร ให้เปิดทำการค้ากับต่างประเทศได้ในบางเขต รัฐบาลไทยได้ส่งคณะทูตเพื่อเจรจาการค้าไปญี่ปุ่น มีหลวงถวิล อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงเศรษฐกิจเป็นหัวหน้าคณะ ได้ทำข้อตกลงการค้ากับกองบัญชาการฝ่ายสัมพันธมิตร ให้เปิดทำการค้า โดยใช้ระบบที่เปิดบัญชี "open account" โดยกำหนดเป้าหมายเงินในการสั่งสินค้าเข้าและส่งสินค้าออก ประเภทละ30 ล้านดอลลาร์ ข้อตกลงนี้ โดยรูปแบบแล้ว เป็นข้อตกลงที่ทำระหว่างรัฐบาลไทยกับกองบัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตร และเป็นข้อตกลงระหว่างไทยและญี่ปุ่นฉบับแรกหลังจากสงครามสิ้นสุด สินค้านำเข้าจำนวนมากที่สุดของญี่ปุ่นในข้อตกลงฉบับนี้ คือ ข้าวไทยจำนวน 3 แสนตัน และสินค้าส่งออกจากญี่ปุ่นที่สำคัญ คือ ตู้โบกี้รถไฟ เส้นใย สินค้าเบ็ดเตล็ด เป็นต้น รัฐบาลไทยได้ส่ง นายสง่า นิลกำแหง อธิบดีกรมยุโรป มารับตำแหน่งทูตประจำในกองบัญชาการสัมพันธมิตรจนถึงเดือนตุลาคม ปี 1949 (พ.ศ.2492) โดยได้ตั้งสำนักงาน ณ ที่ทำการเดิมของสถานทูตไทยที่เมกูโระ

ตั้งแต่ปี1950 (พ.ศ.2493 ปีโชวะที่ 25)เป็นต้นมา กองบัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มอนุญาต ให้รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งสำนักงานขึ้นในเมืองสำคัญต่างๆของโลก ในเดือนมีนาคม ปี 1951 (พ.ศ.2494) ญี่ปุ่นได้เปิดสำนักงานขึ้นที่กรุงเทพฯ หลังจากเปิดที่นิวยอร์ค และซานฟรานซิสโก รัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่ง นายซูซูกิ โคอิจิและเจ้าหน้าที่อีก 3 นาย มาประจำ เป็นการเริ่มความสัมพันธ์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามยุติ

และในเดือนเมษายน ปี 1952 (พ.ศ.2495) ผลจากการประชุมเจรจากับประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรที่นครซานฟรานซิสโก ญี่ปุ่นได้รับเอกราชและอธิปไตยกลับคืน ดังนั้นรัฐบาลญี่ปุ่นและไทยจึงได้ฟื้นฟูสัมพันธภาพต่อกัน ได้ยกฐานะสำนักผู้แทนทางการทูตของไทยที่ประจำอยู่ที่กองบัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตรที่โตเกียว และสำนักงานรัฐบาลญี่ปุ่นที่ประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ ขึ้นเป็นสถานเอกอัครราชทูต นับว่าเป็นการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและไทยขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่หยุดชะงักไปตั้งแต่ปี 1945 (พ.ศ.2488) เป็นเวลานาน 7 ปี

พร้อมกับการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและไทยนั้น ชาวญี่ปุ่นที่เดินทางเข้ามาในเมืองไทยก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี มีตั้งแต่ผู้ทำกิจการที่เคยดำเนินการอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ก่อนสงคราม จนถึง ชาวญี่ปุ่นกลุ่มใหม่ที่ต้องการติดต่อการค้ากับไทย ในเดือนเมษายน ปีค.ศ.1953 (พ.ศ.2496 ปีโชวะที่ 28) มีการฟื้นฟูสมาคมญี่ปุ่นในไทยขึ้นมาใหม่ และในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน มีการลงนามในข้อตกลงทางการบิน และในเดือนเมษายน ปีค.ศ.1955 (พ.ศ.2498) มีการลงนามข้อตกลงทางวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ของสองประเทศทวีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น บุคคลสำคัญของทั้งสองประเทศได้มีการไปเยี่ยมเยือนซึ่งกันและกันอย่างเป็นทางการ ในเดือนเมษายนของปีเดียวกันนี้ จอมพลป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีไทยได้เดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่น และในเดือนมิถุนายน ปีค.ศ.1957 (พ.ศ.2500) นายคิซิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้เดินทางมาเยือนประเทศไทย

จอมพลป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีไทย เยือนญี่ปุ่น และเข้าพบนายฮาโตยามะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น

ฮานาโกะ ช้างที่ไทยส่งไปให้ญี่ปุ่น
ปัญหาการจัดการหลังสงคราม : การแก้ไขปัญหาเงินเยนพิเศษ

ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยไม่มีปัญหาในเรื่องการจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม เหมือนอย่างประเทศ ในเอเชียอาคเนย์ประเทศอื่นๆ แต่สำหรับญี่ปุ่น ปัญหาใหญ่ที่สุดในเรื่องการจัดการหลังสงคราม ในส่วนที่ เกี่ยวข้องกับไทยคือ ปัญหาการจ่ายเงินที่กองทัพญี่ปุ่นกู้ยืมจากไทยในสมัยสงคราม

หลังจากการฟื้นฟูความสัมพันธ์และเปิดที่ทำการสถานทูตแล้ว ทั้งสองประเทศได้มีการเจรจาในเรื่องนี้ เป็นการภายใน ในเดือนเมษายน กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (พระองค์เจ้าวรรณไวทยา กร) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้เสด็จเยือนประเทศญี่ปุ่นและเจรจาอย่างเป็นทางการ ผลจากการเจรจา ได้ตีค่าเงินที่กองทัพญี่ปุ่นค้างชำระ จำนวน 1,500 ล้านเยน เป็นเงิน 15,000 ล้านเยน โดยคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินเยนและเงินบาท และอัตราเงินเฟ้อ โดยเงินจำนวน 5,400 ล้านเยน จะชำระรายปี เป็นเวลา 5 ปี เงินจำนวน 9,600 ล้านเยนที่เหลือ ได้ตกลงว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะให้ความร่วมมือในทางเศรษฐกิจ จึงได้มีการจัดทำ "ข้อตกลงว่าด้วยการระงับข้อปัญหาเงินเยนพิเศษ" แต่ในภายหลังฝ่ายไทยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการตีความคำว่า "ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ" ปัญหาเรื่องเงินจำนวน 9,600 ล้านเยน จึงยังคงเป็นปัญหาต่อมา (อนึ่งเงินชำระรายปี 5 ปีจำนวน 5,400 ล้านเยน ได้จ่ายเป็นเงินสดจนครบจำนวนในเดือนพฤษภาคม ปี 1959 (พ.ศ.2502))

ในเดือนพฤศจิกายน ปีค.ศ.1961 (พ.ศ.2504 ปีโชวะที่ 36) นายอิเคดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้เดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ และได้เจรจากับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี และได้เสนอว่า ญี่ปุ่นจะขอจ่ายเงินจำนวน 9,600 ล้านเยน ในเวลา 8 ปี ฝ่ายไทยเห็นชอบด้วย ปัญหานี้จึงได้ยุติลงและมีการลงนามใน "ข้อตกลงว่าด้วยการจัดการปัญหาเงินกู้ในสมัยสงคราม"

ในช่วงทศวรรษที่ 1960 ประเทศไทยเข้าสู่ยุคพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ ดังนั้นการที่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องเงินกู้ยืมในระหว่างสงครามได้นี้ จึงเป็นประโยชน์ต่อไทยเป็นอย่างมาก และนี่เป็นสาเหตุหนึ่งซึ่งมีผลทำให้กิจการหลายแห่งในญี่ปุ่นขยายธุรกิจมายังประเทศไทย

พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร ขณะลงพระนามในข้อตกลงทางวัฒนธรรมญี่ปุ่นไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงฉายภาพร่วมกับสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จจักรพรรดินี เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนญี่ปุ่น
ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ประเทศญี่ปุ่นให้แก่ประเทศไทย

ประเทศญี่ปุ่นได้เริ่มให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจแก่ประเทศไทย ผ่านความช่วยเหลือทางการเงินและเทคโนโลยี ญี่ปุ่นเริ่มความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีหลังจากการเข้าร่วมแผนการโคลัมโบในปี ค.ศ.1954 (พ.ศ.2497) ความช่วยเหลือทางการเงิน เริ่มจากการจัดการปัญหาเงินกู้ยืมในระหว่างสงคราม (เงินกู้เงินเยนพิเศษ) ตั้งแต่ปี ค.ศ.1955 (พ.ศ.2498) ที่กล่าวถึงในข้างต้น ในปัจจุบันญี่ปุ่นให้ความช่วยเหลือทั้งในรูปแบบการให้กู้ และความช่วยเหลือทางการเงินแบบให้เปล่า และความช่วยเหลือทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย

นายนากาโซเนะ ยาสึฮิโร (Nakasone Yasuhiro)
นายกรัฐมนตรี กำลังสนทนากับนิสิตนักศึกษาไทย


การติดต่อระหว่างพระราชวงศ์ของญี่ปุ่นและไทย และการแลกเปลี่ยนการเยี่ยมเยือนของผู้นำของทั้งสองประเทศ

ในเดือนพฤษภาคม ปีค.ศ.1963 (พ.ศ.2506 ปีโชวะที่ 38) หนึ่งปีหลังจากการแก้ไขปัญหาเงินกู้ยืมในสมัยสงครามได้สำเร็จลุล่วง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ทั้งพระราชวงศ์ของญี่ปุ่นและประชาชนชาวญี่ปุ่นได้ถวายการรับเสด็จอย่างอบอุ่น และในเดือนธันวาคม ปีค.ศ.1964 (พ.ศ.2507 ปีโชวะที่ 39) เจ้าชายอากิฮิโต มกุฎราชกุมาร พร้อมด้วยเจ้าหญิงมิชิโกะพระชายา ได้เสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เป็นการตอบแทน หลังจากนั้น พระราชวงศ์ของประเทศทั้งสองได้แลกเปลี่ยนการเยี่ยมเยือนระหว่างกันเป็นการกระชับพระราชไมตรีระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ยิ่งกว่านั้น ในปัจจุบัน นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ ก็มีการแลกเปลี่ยนการเยี่ยมเยือนกันและกัน การเยือนของผู้นำก่อให้เกิดผลดียิ่งต่อสัมพันธภาพของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ การแลกเปลี่ยนการเยี่ยมเยือนของคณะทูตสันถวไมตรีของรัฐบาลและเอกชน ก็เพิ่มขึ้น เช่น คณะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ส่งผลให้ความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศแนบแน่นมากขึ้น อันจะก่อให้เกิดความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจต่อไป

แหล่งข้อมูล : หนังสือ "ญี่ปุ่นกับไทย" กันยายน 1987
  เรียบเรียงโดย กระทรวงการต่างประเทศ
  พิมพ์โดย Sekai no Ukoki Sya